|
|
|
|
รวมพลังตลาดปุ๋ยทางใบและระบบน้ำของนอสไฮโดร |
|
|
|
| |
เป็นข่าวที่น่ายินดีอีกก้าวของผู้ค้าและเกษตรกรไทยที่นอสไฮโดรจะมีสินค้าปุ๋ย
Specialty ในตลาดเพิ่มมากขึ้น
อีกหลายชนิดทั้งนี้เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการพูดคุยกันระหว่างนอสไฮโดรยักษ์ใหญ่ในวงการปุ๋ย
NPK ของโลก
กับ SQMซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในด้านปุ๋ย Specialty ของโลกเช่นกันทั้งสองได้สรุปแล้วว่าจะร่วมกันผนึก
กำลังขายสินค้าของทั้ง 2 บริษัทใน Brand name แต่ละคนในตลาดทั่วโลกซึ่งฟังดูก็แปลกๆ
ดีเหมือนกัน
เราลองมาดูซิว่าเขาจะทำกันอย่างไร |
|
| |
การร่วมกันครั้งนี้ถ้าคิดเป็นมูลค่าการขายแล้วเป็นเงินไม่น้อยกว่า 450-500
ล้านดอลล่าร์ต่อปีหรือคิดเป็น
เงินไทยประมาณ 19,800-22,000 ล้านบาทต่อปีทีเดียว การร่วมมือกันครั้งนี้นอกจากเป็นการขยายตลาด
ของแต่ละ Brand ของตนแล้วยังจะเป็นการเจาะตลาดคนอื่นด้วยและเพื่อให้ผู้ใช้ในตลาดปุ๋ยSpecialty
มีหลากหลายสินค้า บริษัททั้ง 2 ยังตั้งโรงงานร่วมกันอีกแห่งเพื่อผลิตปุ๋ย
Specialty ดังกล่าว ให้พอเพียง
กับความต้องการของตลาดทั่วโลก และเป็นที่คาดหวังกันว่าทั้ง 2 จะหากลยุทย์ใหม่ๆ
มาใช้เพื่อบริการลูกค้า
และผลกำไรอันเป็นเป้าหมายหลัก |
|
|
| |
ทั้งไฮโดรและ SQM เป็นยักษ์ใหญ่ทั้งคู่ในด้านปุ๋ย Specialty อันเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกแต่สำหรับไฮโดรแล้ว
รายได้จากปุ๋ย Specialty นี้มีราวๆ 8% หรือประมาณ 250 ล้านดอลล่าร์ของรายได้รวมทั้งหมดของ
ไฮโดรเท่านั้นปุ๋ย specialty ที่สำคัญที่สุดของไฮโดรคือปุ๋ยคัลเซียมไนเตรทที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก
โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ส่วน SQM มียอดขายสำหรับปุ๋ย Specialty นี้ประมาณ
250 ล้านดอลล่าร์
หรือประมาณ 50%ของรายได้รวมทั้งหมด ของบริษัท แต่ SQM มีชื่อเสียงนำในเรื่องปุ๋ย
Potassium Nitrate,
Potassium Sodium Nitrate, Sodium
Nitrate และเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของปุ๋ย Potassium Sulphate อีกด้วย |
|
| |
ทั้ง 2 ยังผลิตปุ๋ยธาตุอาหารอื่นๆ
อีกมากเช่น ปุ๋ยทางใบและทางระบบน้ำ NPK รวมทั้ง Magnesium
และ Soluble Phosphates ด้วย นอกจากนั้นไฮโดรยังเป็นหุ้นส่วนในปุ๋ยสาหร่าย
(Sea weed micronutrients)
และในโรงงานPhosyn และยังผลิตปุ๋ยเหลวอีกส่วนหนึ่งต่างหากด้วย |
|
| |
ในด้านเครือข่ายการตลาดทั้ง 2 ได้แบ่งเขตการตลาดกัน โดยไฮโดรแบ่งออกเป็น
9 เขต ซึ่งประกอบด้วย
ยุโรปตอนเหนือ,อังกฤษ, ยุโรปทั้งหมด (Continental Europe), ฝรั่งเศส, เมดิเตอร์เลเนียน,
อเมริกาเหนือ,
ลาตินอเมริกา,อัฟาริกา และเอเซียโดยในแต่ละเขตจะมีสำนักงานสาขาของไฮโดรเองซึ่งธุรกิจทั้งหลาย
จะต้องรายงานไปยังสำนักงานเหล่านั้น ส่วน SQM แบ่งเป็น 4 เขตใหญ่ๆ ซึ่งประกอบด้วย
SQM ยุโรป,
อเมริกาเหนือ,บราซิล และซิลี ทุกเขตจะมีสำนักงานติดต่อประสานงานกันในเรื่องธุรกิจและการตลาด
ดังนั้นรูปร่างของข้อตกลงระหว่าง 2 บริษัทดังกล่าวข้างต้นทำให้มีสินค้าหลากหลายมีการผลิตที่ต่อเนื่อง
และข่ายงานการตลาดที่ครอบคลุมไปทั่วโลก |
|
|
| |
มีบางคนถามว่า Hydro และ SQM ต่างก็มีปุ๋ยทางใบ (Water Soluble NPK)เหมือนกันจะทำอย่างไร
ในเรื่องการตลาดและอื่นๆ คำตอบคือโรงงานปุ๋ยทางใบของ Hydro (Albatros และ
Kristalon )
ที่เมือง Vlaardingen ประเทศ Netherlands และของ SQM ที่มีชื่อว่า Nutrichem
อยู่ใน Netherlands
เช่นเดียวกันจะต้อง Joint Venture กันเพื่อผลิตปุ๋ย Water Soluble NPK
ดังกล่าวเพื่อแข่งขันกันในตลาดกับคนอื่นโดยจะต้องตั้งเป็นบริษัทใหม่ขึ้นมามีชื่อว่า
"Newco" |
|
|
บริษัท Newco จะดำเนินงานเป็นอิสระจาก Hydro และ SQM โดยบริหารงานทั้งด้านการผลิต
การขาย
และการตลาดด้วยตัวของเขาเอง แต่ในทางปฎิบัติ Newco จะขายผลิตภัณฑ์ผ่านเครือข่ายองค์กร
ของHydro/SQM เท่านั้น และNewco สามารถขายผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองไม่ได้ผลิตไปด้วย
เช่น Magnesium salts ,soluble phosphates, soluble SOP และอื่นๆ เป็นต้น |
|
|
|
ในเรื่องของ Brand ต่างคนต่างก็มี Brand ที่มีชื่อเสียงของตนเองซึ่งสั่งสมกันมาเป็นเวลานาน
ถึง 20-30 ปีจะแก้ปัญหานี้อย่างไรเรื่องนี้คงสรุปได้ง่ายๆ คือต่างคนต่างขายใน
Brand ของตนเอง
สมมุติว่าในเมืองไทย Brandของ Hydro อาจจะแข็งกว่า SQM ก็ต้องเอา Brandของ
Hydro
นำตลาดและตามด้วยSQM ควบคู่กันไปด้วย ส่วนในลาตินอเมริกาซึ่งเป็นถิ่นของ
SQM อยู่แล้ว
คนในลาตินอเมริกาก็รู้จักชื่อเสียงของที่นั้นมานาน ก็ให้เอาสินค้า SQM
เป็นตัวนำตลาดและพ่วง
ด้วยสินค้า Hydro การจัดวางข่ายงานไว้เช่นนี้คงจะไม่มีปัญหาอะไร
|
|
|
สำหรับในประเทศไทยซึ่งมีผู้จำหน่ายของแต่ละ Brand มาก่อนหน้านี้แล้วคงจะต้องจำหน่ายสินค้า
สินค้าของแต่ละ Brand จาก Hydro และ SQM ต่อไปยกตัวอย่าง ถ้า Hydro จะนำสินค้าของ
SQM
ไปขายก็ต้องติดตราของ Hydro เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้คงจะไม่มีปัญหาทั้งในด้านการตลาด
และการบริหาร
ทั่วไปหรือถ้ามีปัญหาเราก็คงต้องแก้ไขกันได้ เพราะการ JointVenture กันครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือ
เป็นการรวมพลังกันจะทำให้เกิดการประหยัดในด้านต้นทุน การขนส่ง การ Promotionและมีสินค้า
หลายชนิดไว้บริการลูกค้า ทำให้ลูกค้ามีโอกาสได้เลือกสินค้าที่ตนต้องการได้มากขึ้นซึ่งจะเข้า
กับหลักปรัชญาของบริษัทที่ว่า "One Stop Shopping Service" เมื่อลูกค้าเข้าร้านแล้วเขาสามารถ
หาซื้อสินค้าที่เขาต้องการได้ทุกอย่างครบครัน นอกจากนั้นการรวมพลังกันเช่นนี้ทำให้แต่ละฝ่าย
มีเวลาในการค้นคว้า หรือทดลองหาสิ่งใหม่ๆ และมีประสิทธิภาพมาเสนอกับตลาดอีกด้วย |
|
|
|
|
|
|
เครือประวิทย์กรุ๊ป
บริษัท โรจน์กสิกิจเฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด,บริษัท ปุ๋ยไวกิ้ง จำกัด,บริษัทไฮโดรไทย จำกัด,บริษัท เอเวอร์กรีนแลนด์ จำกัด,บริษัท ไร่อรุณวิทย์รีสอร์ท จำกัด
205,207 ถ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทร.02-4340080-9,02-883-0900-10 โทรสาร.02-883-0920 |
|